| parinyawat's profile.。✿*゚’゚✿。.:*(¯`•._.•° In...PhotosBlogLists | Help |
|
3/13/2007 จดหมายฉบับที่ 9 . .เวลาที่เดินผ่านชีวิตแต่ละนาที กับลมหายใจที่ยังอยู่..
อยู่เพราะต้องอยู่..หรืออยู่เพราะอยากอยู่..เวลาก้อไม่เคยสนใจที่จะถาม หรือเป็นคำตอบให้ใคร..เพราะเวลาไม่มีชีวิต..เวลาเป็นแค่เครื่องกำหนด ระยะการหายใจของคน..และเป็นแค่เครื่องบอกว่าแท้จริง..ชีวิตนั้นว่างเปล่า ไม่มีอะไร ไม่มีแม้ใครที่จะเป็นของใครถาวร...ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนเวลาที่เดินไปเรื่อยๆไม่มีจุดจบ... อย่าไปยึดมั่น กับใครคนใดคนหนึ่ง แม้จะรู้ว่าคนคนนั้น เป็นของเรามานาน....เพราะแท้จริงไม่มีใครเป็นของเรา..ทุกคนต่างมีชีวิต เป็นของตัวเอง..หนึ่งชีวิตหนึ่งคน ไม่สามารถรวมสองคนเป็นหนึ่งชีวิตได้ วิญญานคนละดวง และหัวใจก้อคนละดวง...แม้ครั้งหนึ่งสองหัวใจจะรวมเป็นหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายถึง หลอมละลายเข้าเป็นหนึ่งหัวใจได้ในทางปฏิบัติ... เมื่อถึงเวลาปล่อย...ก็ต้องปล่อยบางคนเหมือนกับการปล่อยเวลา ให้เดินผ่านชีวิตไป....เวลาไม่อาจหยุดรอให้ร้องไห้เสร็จ แล้วเดินต่อ นอกจากจะหยุดร้องไห้..แล้วปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปเงียบ-เงียบ ................................................. 3/5/2007 จดหมายฉบับที่ 8..อย่าฝันถึงฉันเลย สิ่งที่เธอฝันมันไม่จริง สิ่งที่เป็นความจริง ไม่เคยอยู่ในฝันของใคร
ความฝันเป็นแค่เรื่องโกหก และหลอกให้ยิ้มไปวันๆ เลิกฝันถึงบางคนเสียเถอะ
ไม่สงสารความฝันของเธอบ้างเหรอ..
อย่ามารักฉันเลย เก็บรักเธอไว้ให้คนอื่น คนอื่นที่เป็นตัวจริง เรื่องจริง และรักจริงของเธอควรเดินทางไกลกว่านี้ สิ่งที่เธอคิดอยู่ สิ่งที่เธอหวัง
สิ่งที่เธอฝัน มันเลื่อนลอย เพราะในความรู้สึกที่อยากยึดเหนี่ยว
อยากผูกติดด้วยวัยน้อยนิด จะทำลายเวลาค้นหาสิ่งดีอื่นๆ
ที่เธอควรเจอ มากกว่าจะมัวฝันถึงสิ่งที่มันไม่ใช่อย่างวันนี้
ในน้ำไม่ได้มีแค่ปลาตัวเดียว ที่เธออยากได้ บนฟ้าไม่ได้มีแค่ดาว ดวงเดียวที่เธอเฝ้ารอ อยากเห็น
มองให้ทั่ว มองให้ลึก มองให้นาน อย่าใช้แค่ความฝันหวานๆ ผูกติดชีวิต
อย่าให้ความฝันทุกค่ำคืน ผูกปิดดวงตา จนลืมตื่นมองภาพความจริง
ชีวิตยังมีอะไรมากมายที่เธอควรลืมตามามอง เปิดใจมารับ และนำพาชีวิตไปพบเจอ อย่าผูกติดกับความฝัน
อย่าติดยึดกับสิ่งที่เธอคิดว่า ใช่ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป กับดาวบนฟ้าแค่ดวงเดียว
ลืมตามองทั่วฟ้า มองลึกลงไปในพื้นน้ำ มองรอบตัว มองภาพความจริง อย่ามองภาพความฝัน เก็บความฝันไว้แค่ในฝัน เก็บเกี่ยวความจริงไว้ก้าวเดิน
เมื่อไหร่ที่เธอนำความฝันออกมาใช้ เธอควรนำความจริงมาหารสอง บางที ความฝันงดงามของเธอ จะไม่ทำให้เธอเจ็บปวด
ในภาพความจริง
....................................................................
1/9/2007 จดหมายฉบับที่ 7 . .ครั้งนึง...ในช่วงดึกที่ฉันมักทํางานยุ่งเป็นปกติ จะมีใครบางคนนั่งมองมาที่ฉัน คุยกันผ่านความเงียบ..
ต่างคนต่างทําอะไรของตัวเองไป ..ไดพักสายตามองตัวสีเขียวอยู่เป็นระยะ..สถานะ online..ช่วยให้อุ่นใจ
ว่าคืนนี้ยังมีคนอยู่เป็นเพื่อนคุย ถ้าฉันเบื่อหน่ายความเงียบขึ้นมา เพราะฉันมัวลุยงานให้ทันส่งตอนเช้า
..แต่เมื่อไหร่ที่ฉันมองกลับไป แม้จะไม่ได้สื่อสารกัน มันก้อมีความหมายกว่าการสนทนา
กับความว่างเปล่านะ..ว่ามั้ย..อย่างน้อยมันก้อเกิดความรู้สึกดีที่มีใครสักคนอยู่ใกล้ๆ
ทํางานตอนดึกมันเดียวดายอ่ะ ฉันว่า..เวลาที่คนส่วนใหญ่หลับสบายอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆ
แต่บางคนยังล่กๆ ทํางานแข่งกับเข็มนาฬิกา..ความรู้สึกดีที่ได้รับจึงดูมีค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว...
ในวันนี้..ฉันยังเป็นมนุษย์ราตรี ทํางานแข่งกับเข็มนาฬิกาเหมือนอย่างเคย
แต่ทว่ารู้สึกเดียวดายกว่าที่เคย..กับบางสิ่งที่หายไปจากสายตา เป็นความรู้สึกที่โหดร้ายเอาการทีเดียว
ฉันเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ามันคืออะไร ฉันเจ็บปวดกับสิ่งที่หายไปหรือกําลังเจ็บปวดกับการ
" ไร้ตัวตนของตัวเอง "
.................................................................. 1/2/2007 จดหมายฉบับที่ 6 . .
นั่งอยู่เงียบๆ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ถ้าเสียงกระดิ่งลมข้างนอกไม่ดัง... เราก้อยังไม่รู้ตัวว่ากําลังเหงา ความเหงาชอบเข้าหาเรายามวิกาล บางครั้งก้อจู่โจมซึ่งหน้า บางคราวก้อย่องมาแบบไม่ทันตั้งตัว ครั้งหนึ่งเราเคยแปลกใจที่ใครๆชอบบ่นว่าเหงา เราไม่เข้าใจ เหงา...ทําไมไม่ไปหาอะไรทํา จะได้ไม่ว่างนั่งเหงา แต่ตอนนี้เราเข้าใจอดีตคนเหงาเหล่านั้นแล้ว หลังจากโกงความเหงามานาน ตอนนี้ถึงเวลาที่มันมาทวงพื้นที่มันคืน ความเหงาทําให้เราคิดถึง ความคิดถึงทําให้เรารู้สึกดี ที่ชีวิตเรายังมีเรื่องราวของคนอื่นอยู่บ้าง นั่นเท่ากับเราไม่ได้อยู่อ้างว้างคนเดียวบนโลกนี้ " ความห่างไกลทําให้เรารู้ค่าของเวลาที่อยู่ไกล้กัน "
.....................................................
9/27/2006 จดหมายฉบับที่ 5 . .
ฤดูฝน .. ความไม่แน่ไม่นอนของคนบนฟ้า ช่างเหมือนกันกับที่มนุษย์เราๆ ไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับหัวใจตัวเอง... ในบางคราที่ฟ้าครึ้มเมฆฝนลอยมาตรงหน้า จะหลีกลี้ หรือเผชิญหน้า กับฝน มนุษย์..นั้นมองหยดน้ำ หยาดฝน ดั่งเช่นไร....???? ฉันเอง.. นั้นมอง น้ำที่หยด ...เม็ดฝน เช่นไร...??? หนึ่งเม็ดฝน ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง เบาบ้าง แรงบ้าง .. ตามแต่..กระแสอาการของลม ทุกคราที่ฉันเผชิญหน้ากับเม็ดฝน ความรู้สึกที่มักจะเกิดในห้วงหัวใจฉัน.. อย่างพรั่นพรึง "เผชิญหน้า หรือ หลีกหนี" หลีกหนี.. เพื่อที่จะถามกับใจตัวเรา ว่าเมื่อใดจะพร้อม ที่จะทำความเข้าใจกับหยดน้ำหยดนั้น เพราะว่า หนึ่งหยดน้ำฝน ก้อคงไม่ต่างอะไร กับหนึ่งหยด..ในกายเรา มันคล้ายกับ.. ได้เดินกลับไปนั่งในอดีต ของปัจจุบัน ทุกครั้งที่ ก้อนเมฆสีเทาก่อเค้า คำถามเดิม ๆ ในใจ ก็จะผุดขึ้นมาเหมือนเดิม 9/8/2006 จดหมายฉบับที่ 4 . .
บางคนที่เราไม่เคยได้นึกฝันว่าจะได้พบกัน ก้อได้พบกัน ในทางกลับกัน... คนที่เราฝันว่าอยากจะได้พบ กลับไม่เคยเจอกันซะอย่างงั้น ในแต่ละครั้งของล้านๆครั้งในชีวิต ที่เราได้เดินผ่านใครซักคนหนึ่ง มันเป็นเสี้ยวระยะเวลาหนึ่งๆ ที่ทําให้เราได้พบกับคนหนึ่งคน ได้รู้จัก ได้ผูกพัน ได้รัก ได้เสียนําตา ทว่า.... ในโอกาสหลายล้านครั้งนั้น ไม่เคยมีครั้งไหนที่ " การพบกัน " จะเหมือนกันเลยซักครั้งเดียว เราอาจจะแค่เดินผ่านคนหนึ่งคนแล้วก้อผ่านเลยไป โดยไม่ได้พบกันอีกตลอดชีวิต หรืออาจเดินผ่านคนหนึ่งคน แล้วมีโอกาสที่จะได้รู้จักกัน ซึ่งเหมือนกับเส้นตรงหนึ่งเส้นที่ลากผ่านกระดาษที่ยาวไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เส้นอาจจะบางบ้าง เข้มบ้าง แปรผันไปตามเวลา ที่เราประคับประคองความสัมพันธ์นั้นๆเอาไว้ แต่ถ้าเราลืมขีดเส้น เส้นตรงที่เคยมีอยู่ ก้อจะค่อยๆเลือนหายและมันก้อคงจะสิ้นสุดลงสักวันหนึ่งก้อเป็นได้ แต่อะไรล่ะ ที่ทําให้เราได้รู้จักกัน ??.... ผมว่ามันจะต้องมีอะไรซักอย่างแน่ๆ ที่ทําให้เรารู้จักกับคนหนึ่งคน อะไรซักอย่าง ที่ทําให้เราไม่ปล่อยให้เค้าเดินผ่านเราไปเฉยๆ ในทางตรงข้าม...คนที่เราได้เจอกันเพียงชั่วอึดใจเดียว ที่สถานที่ใดที่หนึ่ง อาจจะเป็นที่ห้างสรรพสินค้า บนรถโดยสารหรือว่าทางเท้า เราได้พบกันเพียงเดินผ่านเท่านั้นและหลังจากนั้น เราจะไม่ได้พบคนนั้นไปตลอดชีวิต แต่เพราะอะไรล่ะ ?? เราได้พบกัน แต่ทําไมเราถึงไม่ได้รู้จักกัน ?? คงเป็นเพราะ เราคงไม่ได้ถูกกําหนดให้รู้จักกัน ก้อเลยกลายเป็นเพียง " คนที่เดินผ่าน " ซึ่งกันและกัน หรือว่า... เราไม่ควรจะ" อยากรู้จัก " เราควรจะ " รู้จัก " เอาเถอะ....อย่างน้อยเราก้อได้พบกัน เพราะว่า " คนที่เหมือนกัน จะโคจรมาพบกัน " ณ สถานที่ใดที่หนึ่ง....อย่างแน่นอน คุณว่าอย่างงั้นมั้ย ?? 8/31/2006 เจ้าชายน้อย . . เจ้าชายน้อย หนังสือเล่มเล็กที่แฝงไปด้วยปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ ผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ อังตวน เดอ แซงแตงซูแปรี
นักบินชาวฝรั่งเศส ต้องการแต่งเพื่อเป็นหนังสือสำหรับเยาวชน แต่สำหรับผม มันเป็นคู่มือในการมองชีวิตเราดีๆนี้เอง
หลายคนบอกว่า การอ่านเจ้าชายน้อยแต่ละครั้งนั้น มักจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปแทบทุกครั้งที่ได้อ่าน ทั้งนี้เนื่องจากการตีความย่อมพัฒนาการไปตามวัย หนังสือเล่มบางเล่มนี้ ทำเอาผมต้องอ่านหลายวัน ทั้งๆที่ หากอ่านรวดเดียวจบ ก็ไม่น่าจะเกิน 1 ชั่วโมง วันนี้คงไม่ได้มาสรุปย่อเจ้าชายน้อย แต่ขอยกแง่มุมบางส่วนที่น่าคิด มาเล่าสู่กันฟัง คุณเคยมีเพื่อนไหม ผมว่าทุกคนมี แต่ผมก็เชื่อมั่นว่า ในชีวิตคุณ คุณพบผู้คนมากมายก่ายกอง อาจจะเป็น หมื่นเป็นแสนคน แต่ทำไม คุณถึงมีเพื่อน ที่เรียกเต็มปาก เพื่อนสนิท ไม่กี่คนเอง เคยเป็นไปครับ ที่เราอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่มากมาย แต่เรากลับรู้สึกเหงา และต้องการเพื่อนสักคนมานั่งอยู่ข้างๆ ทั้งๆที่ ฝูงชนเหล่านั้นก็มิได้แตกต่างจากเพื่อนของคุณเท่าไรหรอก จริงไหม และก็อีกนั้นแหละ เวลาคุณได้เจอเพื่อน ถึงแม้ไม่ได้เจอกันตั้งนาน แต่คุณก็รู้สึกยังผูกพัน รู้สึกเป็นห่วงเป็นใย ทั้งๆที่เวลา น่าจะทำให้มิตรไมตรีมันจืดจางลงได้ เจ้าชายน้อยมาจากดวงดาวเล็กๆแห่งหนึ่ง เรียกว่า ดาวบี.612 บนดาวนั้น เจ้าชายมีดอกไม้อยู่หนึ่งดอก เจ้าชายมีหน้าที่ดูแลรดน้ำมันทุกวัน แต่เจ้าดอกไม้นี้ก็ก็ขี้บ่น จนเจ้าชายน้อยรู้สึกเบื่อ และได้ออกมาท่องเที่ยวไปตามดาวต่างๆ จนมาถึงโลกมนุษย์ ที่โลก เจ้าชายน้อยตื่นตามตื่นใจกับดอกไม้จำนวน 5,000 ดอก เจ้าชายน้อยรู้สึกเสียใจที่ตนเองมีเพียงดอกเดียว ต่อมาเจ้าชายได้เจอกับสุนัขป่า สุนัขป่าขอร้องให้เจ้าชายฝึกตนให้เชื่อง และเมื่อถึงวันอำลา สุนัขป่าบอกให้เจ้าชายกลับไปที่ดอกกุหลาบที่เคยพบ ถึงตอนนี้เจ้าชายเปลี่ยนทัศนคติต่อดอกกุหลาบ 5,000 ดอกนั้น "เธอช่างไม่เหมือนดอกกุหลาบของฉันเลย เธอยังไม่มีความหมาย เพราะไม่มีใครมาสร้างความสัมพันธ์กับเธอ และเธอก็ยังไม่เป็นของใคร เธอเหมือนสุนัขป่าในตอนแรก ซึ่งเหมือนกันๆกับสุนัขป่าอื่นๆหมื่นตัว แต่ฉันเป็นเพื่อนของเขา เขาจึงกลายเป็นสุนัขป่าตัวเดียวในโลกสำหรับฉัน" "ดอกกุหลาบดอกเดียวนั้น สำคัญกว่าเธอทั้งหมด เพราะเป็นดอกกุหลาบซึ่งฉันได้รดน้ำ เพราะว่าฉันถนอมไว้ในฝาครอบ และเพราว่าเป็นดอกกุหลาบของฉัน ฉันจึงได้หาฉากมาบังลม ฉันได้ฆ่าหนอน ฉันจึงทนฟังเขาบ่น ฟังเขาโอ้อวด แม้กระทั่งเขานิ่งเงียบ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะว่าเป็นดอกกุหลาบของฉัน" ครั้งหนึ่งเจ้าชายน้อยได้ถามว่า "หนามของดอกไม้มีไว้ทำไม" และเจ้าชายน้อยได้รับคำตอบว่า "หนามหรือ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เป็นเพราะเจ้าดอกไม้มันใจร้าย เท่านั้นเอง" "โอ..." เจ้าชายน้อยถามอีก จนผู้ถูกถามเหลืออด "พอที พอที ฉันไม่ได้เชื่ออะไรเลย ฉันกำลังทำธุระสำคัญอยู่" เจ้าชายน้อยได้กล่าวว่า "ดอกไม้ผลิตหนามมานับล้านๆปีแล้ว และแกะได้กินดอกไม้มาตลอด ระยะเวลาอันยาวนานนั้นด้วย ถ้าเช่นนั้นมันเป็นเรื่องไร้สาระละหรือที่เราพยายามหาสาเหตุว่าดอกไม้สร้างหนามมาเพื่อประโยชน์อันใด....." "ถ้าฉันรู้จักดอกไม้ดอกหนึ่ง ดอกเดียวที่ไม่มีอื่นใดอีก นอกจากในโลกของฉัน และถ้าเจ้าแกะน้อยสามารถทำให้ดอกไม้นั้นอันตรธานไปได้ในเช้าวันหนึ่ง โดยที่เจ้าแกะนั้นไม่รู้ว่า มันได้ทำอะไรลงไป เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกหรือ" "ถ้าใครคนหนึ่งรักดอกไม้ดอกหนึ่งซึ่งมีเพียงดอกเดียวเท่านั้นในดวงดาวนับล้านดวง เพียงแต่เขาได้มองดูมันเท่านั้น ก็ทำให้เขามีความสุขพออยู่แล้ว แต่ถ้าแกะกินดอกไม้นั้นเสีย ก็เปรียบเสมือนดวงดาวทุกดวงดับพรึบพร้อมกันในสายตาของเขาผู้นั้น และเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่สลักสำคัญหรือ" ผู้คนจำนวนมาก ก็ไม่ต่างจากสุนัขป่าหมื่นตัว หรือดอกไม้ 5,000 ดอก ถึงจะร่ำรวยเงินทอง หล่อสวย นิสัยดี หรือร้ายขนาดไหน ก็เป็นเพียงคนที่อยู่รอบข้าง ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นเมื่อยามหนาว รู้สึกอิ่มเมื่อท้องร้อง รู้สึกชื่นเมื่อยามได้เจอ รู้สึกปรีดิ์เปรมเมื่อยามได้รู้ว่าเขามีความสุข... เพื่อน...จะต่างอะไรกับดอกกุหลาบของเจ้าชายน้อย มิตรภาพก็ต้องการการบ่มเพาะ การดูแลเอาใจใส่ การทนุถนอมน้ำใจและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ย่อมไม่ต่างอะไรกับการรดน้ำพรวนดินมิตรภาพย่อมต้องใช้เวลา แม้บางครั้ง มิตรภาพอาจจะถูกสั่นคลอน เหมือนที่มีเจ้าแกะคอยเฝ้าทำลายดอกไม้ แต่หากเราดูแลมันอย่างดี สุดท้าย เจ้าแกะก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่ต่างอะไรจาก ดอกกุหลาบของเจ้าชายน้อยเลย... มิตรภาพ...แม้มันจะเป็นนามธรรม แต่มันก็คงเหมือนกับที่สุนัขป่าบอกกับเจ้าชายน้อยในตอนท้ายว่า "นี่คือความลับของฉัน มันแสนธรรมดา เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจจะเห็นด้วยสายตา" 8/18/2006 จดหมายฉบับที่ 3 . .คงไม่มีคำจำกัดความใด ๆ สามารถบรรยายความเป็น “แม่” ได้หมดสิ้น ความรักทั้งหมดทั้งปวงในโลกนี้รวมกันก็ไม่เท่าความรักของแม่คนหนึ่งที่มีต่อลูก ความรักของแม่งดงามเหมือนดอกไม้ ยิ่งใหญ่ดุจศิลปะที่จรรโลงมนุษยชาติได้ด้วยสองมือกับหนึ่งหัวใจ ความรักของแม่ยิ่งใหญ่กว่าท้องฟ้าอย่างที่เคยว่าไว้ตอนเด็ก ๆ คุณเองก็รู้ดี หากดอกมะลิจะทดแทนความหมายความรักของแม่ได้ นั่นก็เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ของความบริสุทธิ์ ผุดผ่อง และอ่อนโยน แทนความหมายว่า “เธอคือผู้ที่ฉันสุดรักสุดบูชา” หรือ “เธอคือดอกฟ้าผู้สง่างามและสูงส่ง” และคุณก็อาจไม่เคยรู้ว่าข้างในหัวอกของผู้เป็นแม่นั้น นอกจากบรรจุแน่นด้วยความรัก ความปรารถนาดีแล้ว ยังมีความรู้สึกที่มีต่อลูกอีกมากมายเหลือคณานับ ลำดับมาพอเป็นสังเขปจากเศษเสี้ยวของหัวใจแม่ได้ 8 ข้อต่อไปนี้ 1. แม่อยากให้ลูกมีสุขภาพดี ย้อนความกลับไปตั้งแต่มีชีวิตใหม่เกิดขึ้นในท้องแม่ ท่านเฝ้าดูแล ทะนุถนอมลูกน้อยในครรภ์ แม้ท่านต้องลำบากและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลายอย่างในชีวิต ทั้งหมดเพียงเพื่อลูก ต่อมาวินาทีแรกที่ลูกลืมตา ถามแม่ร้อยคน ประโยคแรกที่อยากได้ยินจากปากหมอคือ ลูกมีอวัยวะครบถ้วนทุกประการ ยามเป็นทารก เมื่อลูกไอ แม่ก็อยากไอแทน ลูกร้องไห้ก็แสนจะทรมานไปกับลูก 2. แม่อยากให้ลูกมีการศึกษาที่ดี การศึกษาคือรากฐานที่สำคัญที่สุดในชีวิต นับตั้งแต่เริ่มหัดอ่าน หัดเขียน ท่านตรากตรำพร่ำสอนคุณอย่างไม่ลดละ (คุณอาจไม่รู้ว่า การสอนเด็กเล็กคนหนึ่งให้อ่านออกเขียนได้นั้นยากเย็นเพียงใด) แม่ร้อยคนก็ล้วนมีล้านวิธีต่างกันออกไป หากแต่มีเพียงจุดประสงค์เดียวกัน คืออยากให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดของกำลังคนเป็นแม่จะทำได้ หากทำงานเหนื่อยหนักเพื่อมาจ่ายค่าการศึกษาของลูกได้วิธีไหน แม่ก็จะทำทุกวิถีทาง เพื่อลงทุนด้านการศึกษาให้ลูกซึ่งคุ้มค่ากว่าการลงทุนอะไรทั้งหมด 3. แม่อยากให้ลูกเข้าใจโลก เข้าใจตัวเอง และเข้าใจแม่ (บ้าง) แม้โลกจะเลวร้าย หากชีวิตยืดหยุ่นได้และปรับสภาพด้วยความเข้าใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลกใบนี้ก็จะมีแต่ความสงบสุข เข้าใจสภาพแวดล้อมแล้วก็อย่าลืมหันกลับมาเข้าใจภายในของตัวเอง และสิ่งสุดท้ายที่หัวอกคนเป็นแม่อยากบอกให้ลูกฟัง คือ เข้าใจท่านบ้าง ที่พร่ำบ่นพร่ำสอน เพียงเพราะคำว่ารักคำเดียว บริสุทธิ์ไร้สารพิษ ไม่มีสิ่งใดเจือปน 4. แม่อยากให้ลูกประหยัดและพอเพียง ความพอดีจะทำให้ลูกของแม่ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ทะเยอทะยาน ไม่โหยหาได้มาเพียงวัตถุ แล้วจิตใจต้องตกเป็นทาสของเงินตรา เชื่อเถิดว่าแม่ของคุณ อยากให้คุณพอมีพอกิน สมตัว สมฐานะ เพียงไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ท่านอยากให้คุณ ร่ำรวยความสุขแทนตัวเลข เรียนรู้ที่จะประหยัด สมถะ และพอเพียงอย่างสร้างสรรค์ 5. แม่อยากให้ลูกมีระเบียบและใช้ชีวิตให้เป็น ลูก ๆ ทั้งหลายคงเคยถูกแม่จ้ำจี้จ้ำไชในความไร้ระเบียบ ท่านไม่ได้แค่เหนื่อยที่ต้องตามเก็บกวาดสมบัติประดามีของคุณ (เพราะการสอน เหนื่อยกว่าทำเองมาก) แต่แม่มองการณ์ไกลไปกว่านั้น หากวันใดไม่มีแม่อยู่ เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกนำพาไป วันนั้นเองที่คุณจะต้องจัดการอะไรในชีวิตด้วยตัวเอง หากเริ่มต้นตอนนั้นคงสายเกินไปและยากเกินแกงที่จะเริ่มต้น แม่สอนให้คุณรู้จักแบ่งเวลาในชีวิต หน้าที่ส่วนตัว หน้าที่ส่วนรวมให้แยกแยะ ไม่ขาดตกบกพร่อง ขณะที่ต้องไม่ลืมทำตามหัวใจ และสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกมีความสุขในชีวิตได้ 6. แม่รักลูกมากพอที่จะปล่อยให้ลูกมีอิสระและตัดสินใจด้วยตัวเอง แม่หวง แม่ห่วง เพราะแม่รัก เมื่อคุณยังเด็กและไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อย่านึกตะขวงใจที่แม่ไม่ยอมปล่อยให้คุณทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะสักวันหนึ่งก็จะถึงเวลาของคุณ ในทางกลับกัน หากแม่ของคุณสอนให้คุณรู้จักช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก นั่นก็เพราะท่านอยากให้คุณรู้จักการใช้ชีวิต คิดตัดสินใจด้วยตัวเอง ท่านมอบยานพาหนะคันงามที่ชื่อว่าอิสระให้คุณแล้ว หมายความว่า คุณจะต้องบังคับทิศทางไว้ในที่ที่ควรอยู่ โดยจะมีแม่คอยมองคุณอยู่ข้างหลัง 7. แม่อยากให้ลูกเชื่อฟังคำ แม่สอน ไม่มีแม่ในโลกคนไหนหวังร้ายกับลูก บางเวลาคำพูดของแม่ออกมาอย่างมีอารมณ์แต่ไม่เคลือบแฝง เพียงเชื่อคำแม่สอน ชีวิตคุณก็จะเป็น-อยู่-คือ อย่างที่ควรจะเป็น และคำแม่สอนจะติดตัวเป็นสมบัติล้ำค่าไปตลอดชีวิต หาซื้อไม่ได้ เวลาก็ย้อนคืนมาไม่ได้ เช่นกัน ทว่าสามารถเก็บไว้ได้เป็นคอลเลกชั่นในใจได้ 8. แม่อยากให้ลูกกตัญญู รู้คุณคน ไม่เพียงรู้บุญคุณของน้ำนมแม่ หากแต่ความกตัญญูกตเวทีจะนำพาให้ชีวิตคุณอยู่รอดปลอดภัย ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ตกอับ หากเราซื่อสัตย์และจริงใจต่อใครก็ตามที่ดีกับเรา และถึงแม้เขาจะไม่ดีด้วย ก็ให้เอาชนะใจคนด้วยความดี ไม่ว่าลูกของแม่จะเป็นอะไร เป็นใครที่เลวร้ายหรือน่ารังเกียจสำหรับคนอื่นมากแค่ไหน แต่สำหรับแม่แล้ว คุณคือแก้วตาดวงใจของท่านเสมอ นับตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิดจนวันสุดท้าย 8/5/2006 จดหมายฉบับที่ 2 . .จดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 2 อย่าดูดายปล่อยเวลาให้ผ่านไปวันๆ อย่าพยายามหาเหตุผลให้กับตัวเอง ให้กับสิ่งที่ยังไม่ลงมือทำ ไม่มีข้ออ้างหรือคำวิงวอนที่จะทำให้ตัวเองพร้อมได้ อย่าด่าทอโชคชะตา จงขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เรามี ให้เราเป็นในวันนี้
ไม่มีใครได้มาครบ สมบูรณ์พร้อม อย่าเปรียบเทียบกับผู้อื่นถึงความแตกต่าง การไม่พึงพอใจสิ่งที่ได้มาง่ายๆ โดยไม่พยายามย่อมเสื่อมค่าและสูญสลายไปในที่สุด จงเข้าใจว่าความตั้งมั่น ความปรารถนาที่ชัดเจน คือเข็มทิศนำทาง คือคำอวยพรที่จะดลบันดาลทุกสิ่ง เมื่อมั่นใจ จงลงมือทำ มุ่งหน้าต่อไปในแนวทางที่หวัง อย่ายึดติดกับความคิด ขอจงมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไม่เข้าข้างตัวเองและมีอคติ อย่าปักธงชัยไว้ล่วงหน้า หากยังไม่ออกจากจุดเริ่มต้น ขอจงทบทวนตัวเอง ค่อยๆคิด พิจารณากับทุกขณะของชีวิต ของการงาน การพักผ่อน หรือในขณะที่ไม่กระทำสิ่งใดเลย มองเข้าไปถึงจิตใจ อย่าปล่อยใจให้เริงหลงอยู่กับความคิด ไม่ต้องห้ามความคิด แต่ต้องระวังความคิดที่ไม่มีส่วนช่วยในการสร้างสรรค์ หรือการดำรงชีวิต อย่ากลัวว่าจะคิดไม่ออก คิดไม่เป็น ความคิดก่อนลงมือทำ เป็นเพียงแผนที่ชั่วคราว อย่าเสียเวลาในการเขียนแผนที่ จนไม่ได้ออกเดินทาง การยอมรับความจริงได้ยาก ทำให้เราไกลห่างความสำเร็จ อย่าอวดตนถือดีในสิ่งที่เจ้ามี ในอย่างที่เจ้าเป็น คุณค่าที่แท้จริงในตัวคน อยู่พ้นไปจากความความสำเร็จเพียงชั่วคราวและวัตถุภายนอก คนเก่งที่สุดในโลกไม่มี ความถูกต้องที่สุดในโลกไม่มี ชื่อเสียงที่แท้จริงไม่มี จงเปิดใจยอมรับผู้อื่นเพื่อความปรองดอง เข้าใจกันและกัน ให้อภัย และมอบความความปรารถนาดีแก่กันอย่าคิดว่ายังเวลาเหลืออยู่มาก เราอาจยังไม่ตายในวันนี้ ขณะนี้ หรืออาจจะมีอายุยืนยาว แต่พระเจ้าก็ไม่เคยยืนยันว่าจะให้เวลาเราถึงเมื่อใด เวลานั่นเองที่จะค่อยๆบอกความจริงกับเรา 7/28/2006 จดหมายฉบับที่ 1 . .จดหมายเปิดผนึก ฉบับที่ 1 คงจะมีสักวันหนึ่ง สักเวลาหนึ่ง วันนี้คนส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งลงจับปากาเขียนจดหมาย จ่าหน้า ซองด้วยลายมือ ติดแสตมป์ด้วยน้ำลายจากปลายลิ้น แล้วหย่อนลงตู้ ไปรษณีย์ ต่อจากนั้นเราก็คำนวณเวลาที่จดหมายเดินทางไป สู่ผู้รับตามระยะทางบนหน้าซองจดหมาย และรอเวลารับจดหมาย ตอบกลับ ตามระยะทาง ใกล้ - ไกลนั้น " ฉันคิดถึงเธอ ความรู้สึกที่อัดอั้น ถ่ายทอดสู่ตัวอักษรได้มากกว่าการพูดคุย การอ่านริมฝีปาก ใบหน้า และท่าทาง บอกความหมาย หรือนัยที่ซ่อนลึกข้างในไม่ได้เท่าการเขียน เราทุกคน ต่างมีส่วนผลักดัน หมุนโลกนี้ให้เร็วขึ้น แรงเหวี่ยงนั้นสั่นสะเทือนไปสู่ทุกสิ่งรอบด้าน และย้อนกลับมาสู่ตัวเอง เราอาจมองสายน้ำอันขุ่นมัวนี้ด้วยความรู้สึกวางเฉย หากไม่เคย ลงเล่น - อาบ ในวันที่น้ำยังใส เราสื่อสารผ่านเครื่องมือที่รวดเร็วจนเป็นเรื่องธรรมดา ในวันที่มีแต่ความเร่งรีบ แค่กดปุ่มก็ได้ยินเสียง แค่คลิกก็เห็นภาพ เราเริ่มเคยชินจนรู้สึกว่ายังช้าเกินไปด้วยซ้ำ ความหมายของการรอคอยหายไป ความอดทนต่อการสื่อสารได้ถูกตัดขาดไปแล้วด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ความอาทร ความปรารถนาดีที่ใสสะอาด ก็ผ่านไปเช่นสายน้ำนั้น เมื่อเรามองย้อนกลับ บางครั้งนึกเสียดายคุณค่าทางจิตใจที่มนุษย์มีให้กัน และนึกเหยียดหยามเครื่องมือที่เราใช้กันอยู่ ทำอย่างไรดี เราต่างตกอยู่ใต้แรงโน้มถ่วง และแรงเหวี่ยงที่ไม่มีท่าทีว่าจะอ่อนแรงลงเลย เราจะปล่อยให้สายน้ำขุ่นข้นต่อไปหรือโหยหาน้ำใส เราจะจำนนต่อเครื่องมือในอนาคต โดยปิดบัง อำพราง ซ่อนเร้นตัวตน เราจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราสื่อสารไหม? เราจะกลับมาดูดวงใจดั้งเดิมที่ผ่องใสหรือเปล่า หรือยื่นน้ำดื่มให้ผู้กระหายโดยเจือยาพิษลงไป หรือฉุดเขาขึ้นมาจากน้ำ เพื่อจะถีบให้ตกจากเรืออีกครั้ง มนุษย์ใช้กรงดักหนูที่โหยอาหาร ด้วยเพียงเศษขนมปัง หลอกปลาโดยเกี่ยวเหยื่อไว้ที่ปลายเบ็ต โอบล้อมจับมันทั้งแม่น้ำด้วยตาข่ายแห บำรุงเลี้ยงสัตว์ด้วยอาหารเพื่อจะเชือดมันในวันที่โตได้ขนาด สิ่งใดนะ ทำให้เราสับสนปนเป ใช้วิธีการอันแยบยล โดยไม่แยกแยะ เราตกเป็นเครื่องมือของกันและกัน เราใช้เครื่องมือเพื่อทำลายล้างกันเอง แต่... เชื่อไหมว่า ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นอย่างนั้น หากเรายังมีศรัทธาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น... ตรงนี้ ขอให้เราให้พื้นที่แก่กัน หยิบยื่น แบ่งปัน สื่อสารกันด้วยภาษาของสายน้ำที่ใสสะอาด ออกมาจากที่กำบัง เรียกชื่อตัวเองด้วยนามที่แท้จริง วางห่อยาพิษลง ตัดเบ็ดจากปลายสายออก ยื่นน้ำบริสุทธิ์แด่แขกผู้มาเยือน บำรุงเลี้ยงผู้ผ่านทางด้วยอาหารอันประณีต ที่จะทำให้เขามีกำลังก้าวเดินต่อไป โลกอันกว้างใหญ่กับการสื่อสารอันไร้ขอบเขต เรามีพื้นที่ ที่ปลอดภัย นั่งลงสิ ขีดเขียน สื่อสารกัน เสมือนครั้งที่เคยติดแสตมป์ด้วยน้ำลายจากปลายลิ้น
7/24/2006 ถ้ารักแล้วมีความสุข ก็จงรักต่อไป . .ถ้ารักแล้วมีความสุข ก็จงรักต่อไป... วันนี้ได้รับเรื่องดีจากน้องคนหนึ่งมา... อ่านแล้วประทับใจมากๆ กะความรักดีๆ แบบนี้ ลองอ่านกันดูนะครับ.. มีเพื่อนต่างเพศอยู่คู่หนึ่ง... เป็นเพื่อนที่รักกันมากที่โรงเรียน ฝ่ายชายจะเดินไปส่งฝ่ายหญิงที่บ้านเสมอทุกวัน เวลาผ่านไป จนทั้งสองอยู่ มหาวิทยาลัย ฝ่ายหญิงเริ่มไปแอบชอบผู้ชายคนนึง และถามฝ่ายชายว่า "นี่ เธอว่า เค้าเหมาะกับเราไหม" "เค้าก้อหล่อดีนะนิสัยดีด้วย" "หรอ อืม อยากให้เค้ามาอยู่ข้างๆเราจังเลยเนอะ" ต่อมาหญิงสาวก็ได้เป็นแฟนกับผู้ชายคนนั้นจิงๆ วันนึงหญิงสาวบอกกับเพื่อนสนิทของตนว่า...... "นี่ เธอไม่ต้องมาส่งเราทุกวันแล้วแหละ ตอนนี้เค้าจะมาส่งเราแล้วเราไม่อยากให้เค้าเข้าใจผิด" "อืม" ฝ่ายชายตอบรับ และไม่ไปส่งหญิงสาวอีก ต่อมาหญิงสาวทะเลาะกับแฟนของตน จึงมาปรึกษาเพื่อนชายว่า "เธอ เด๋วนี้เขาไม่ค่อยสนใจเราเลยแหละ เธอว่าเราจะทำอย่างไรดีหล่ะ" "ก้อ เธอยังรักเค้าอยู่หรือป่าวหล่ะ" ฝ่ายชายตอบ "รักสิ รักมากด้วย" "ถ้าอย่างนั้น ก็มอบความรักให้เขาต่อไปสิ ก้อเธอรักเค้านี่น่า" "อืมม" หญิงสาวทำตามคำแนะนำของฝ่ายชาย หลังจากนั้น วันหนึ่ง ระหว่างที่เพื่อนชายหนุ่มเดินกลับบ้าน เค้าเห็นหญิงสาวนั่งร้องไห้อยู่ข้างทาง "เธอ เป็นอะไรหน่ะ ให้เราช่วยไหม" "เค้าไม่รักเราเลยหล่ะ เขาเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้เขาไม่เคยมาส่งเราที่บ้านเลย" "แล้วเราจะช่วยอะไรเธอได้บ้างหล่ะ" "ช่วยอยู่กับเราซักพักได้ไหม"หญิงสาวร้องขอ ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรเลย ในที่สุดหญิงสาวก็เอ่ยขึ้น "เราควรจะทำอย่างไรดี เธอจะช่วยเราได้ไหม ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี" "เธอยังรักเขาอยู่หรือป่าวหล่ะ" "รักสิ เรารักเค้ามากเลย" "ถ้าอย่างนั้นก้อรักเค้าต่อไปสิ" "แต่เค้าไม่รักเราเลยนี่น่า" หญิงสาวร้องไห้โฮ "แต่เธอก็รักเขาไม่ใช่หรอ" และชายหนุ่มก็ส่งหญิงสาวที่บ้านอย่างที่เคยทำมาแต่ก่อน "ถ้าเมื่อไหร่ที่เธออยากให้เรามาส่งเธอที่บ้าน อย่าลืมเรียกเรานะ" "อืม" และหญิงสาวก็เดินขึ้นบ้านไป ต่อมาวันหนึ่งชายหนุ่มได้รับโทรศัพท์จากหญิงสาว "เราไม่ไหวแล้ว ช่วยมารับเราที" เสียงของหญิงสาวดูช่างอ่อนล้า และหมดกำลัง เธอกำลังร้องไห้อย่างฟูมฟายอยู่ ชายหนุ่มไปหาเธอและไปรับเธอมาส่งบ้าน เธอยังคงถามชายหนุ่มนั้นเมื่อที่เคยถามมา "เราจะทำอย่างไรต่อไปดี" "เธอเลิกรักเค้าแล้วหรอ" "ป่าว เรายังรักเค้ามาก เรายังรักเขาอยู่" "งั้นก็เหมือนที่เราเคยพูดไว้ รักเขาต่อไป เพราะมันไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะรักเธอไหม แต่ถ้าเธอยังรักเขาเธอก็คงทำได้แค่รักเขาให้มากขึ้นให้เขารู้ว่าเธอรักเขา" วันที่เธอเรียนจบ เพื่อนชายหนุ่มของเธอมาแสดงความยินดีกับเธอ เธอแปลกใจมากที่เพื่อนชายหนุ่มของเธอยังเรียนไม่จบ เธอถามเขาว่าทำไม ชายหนุ่มตอบว่า เขาขี้เกียจไปหน่อย ทำให้เขาต้องเรียนซ้ำวิชาหนึ่งจึงยังเรียนไม่จบ หญิงสาวแปลกใจ เพราะตลอดมา ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนขยัน ต่อมาแฟนหญิงสาวได้แต่งงานกับหญิงสาว เนื่องด้วยเห็นถึงความรักที่หญิงสาวมีให้มากมาย หญิงสาวได้ชวนเพื่อนของตนมางานแต่งของเธอ "เราไม่ว่างจริงๆ เราติดธุระหน่ะขอโทษนะ"เพื่อนชายตอบเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หญิงสาวโกรธและเสียใจที่ชายหนุ่มไม่มางานแต่งจึงวางหูใส่ แต่หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจเมื่อวันที่เธอแต่งงาน ชายหนุ่มได้มาก่อนที่งานแต่งจะจบ "ยินดีด้วยนะ เรามาแล้วนะ" หญิงสาวดีใจมากที่เพื่อนของเธอมา ถึงจะเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ต่อมาหญิงสาวก็มีความสุขกับชีวิตแต่งงานจนไม่ได้ติดต่อกับชายหนุ่ม จนวันหนึ่งหญิงสาวได้ทะเลาะกับสามีของตน หญิงสาวไม่รู้จะไปปรึกษาใคร จึงนึกถึงชายหนุ่มขึ้นมา แต่แม้ว่าหญิงสาวจะโทรไปเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถติดต่อกับชายหนุ่มคนนั้นได้เลย เขาจึงโทรหาเพื่อนของชายหนุ่มคนนั้น เพื่อนของชายหนุ่มเล่าว่า ชายหนุ่มเป็นโรคร้าย เขาไม่สามารถไปไหนได้ ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมาร่วมหลายเดือน หญิงสาวตกใจมากถามว่าเป็นอะไร เพื่อนชายหนุ่มบอกว่า อาการกำเริบเพราะวันที่ชายหนุ่มต้องมาผ่าตัด ชายหนุ่มดันหายตัวไป และเพื่อนชายยังบอกอีกว่า "เป็นนิสัยเสียของมันหน่ะ มันชอบหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ในช่วงเวลาสำคัญๆ คราวที่แล้วสอบไล่ ก็หายตัวไปจากห้องสอบ" หญิงสาวตกใจมาก เลยขอที่อยู่ของโรงพยาบาลที่ชายหนุ่มรักษาตัว หญิงสาวไปเยี่ยมชายหนุ่มที่โรงพยาบาล เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็ต้องตกใจ ชายหนุ่มที่เคยดูแข็งแรง กับผอมซูบ ไม่มีแรง เมื่อชายหนุ่มเห็นเธอก็ดีใจทักทายเธอเป็นการใหญ่ "เป็นอย่างไรมั้ง ไม่เจอกันตั้งนาน" หญิงสาวนิ่งเงียบซักพักน้ำตาหญิงสาวก็ออกมา "อ้าวร้องไห้ทำไมหล่ะ เธอหน่ะไปทะเลาะกับแฟนมาอีกแล้วเหรอ จะให้เราช่วยอะไรไหม แต่เราก็คงจะแนะนำเหมือนเดิมหน่ะ" หญิงสาวเข้าไปหาชายหนุ่มแล้วบอกกับชายหนุ่มว่า "วันที่เธอมารับเราเป็นวันสอบไล่ใช่ไหม" ชายหนุ่มทำหน้าตกใจและไม่กล้าพูดอะไรทั้งสิ้นกลับนิ่งเงียบไป หญิงสาวจึงพูดต่อ "และวันที่เธอต้องผ่าตัดใหญ่เธอกลับมางานแต่งงานของฉันใช่ไหม" ชายหนุ่มไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้วกลับนิ่งเงียบกว่าเดิม หญิงสาวเข้าไปกอดชายหนุ่มแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่น "ตลอดเวลา เรารักแต่คนอื่นมองแต่คนอื่น เรากลับไม่รู้เลยว่าเธอรักเรามากแค่ไหน เรารู้สึกเสียใจจริงๆที่ไม่ได้รักเธอมากกว่านี้" ชายหนุ่มยิ้มขึ้นแล้วบอกกับหญิงสาวด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า "เราบอกแล้วไง ถ้าเรารักใครซักคน เราก็ต้องรักเขาให้มากๆ ไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะรักเราหรือไม่หน่ะ มันสำคัญแค่เพียงว่าเรายังรักเธออยู่หรือเปล่า แค่เราสามารถช่วยเธอได้นั่นก็เป็นความสุขของเราแล้ว" หญิงสาวรู้สึกเสียใจมาก นั่งร้องไห้โห่อยู่ที่ตักของชายหนุ่ม ชายหนุ่มจึงพูดขึ้นว่า "ถ้าเราหายเมื่อไหร่ เราจะไปส่งเธอที่บ้านอีกนะ" ....................... 7/17/2006 มาดูกันว่า คุณแก่หรือยัง . .1.คุณเป็นรุ่นสุดท้ายที่เล่น อิมอญซ่อนผ้า กระโดดยาง เป่ากับ หรือ ป่าว 2. คุณเกิดมาร้องเพลง “ดอกไม้ให้คุณ” (ขอมอบดอกไม้ในสวนนี้เพื่อมวลประชา) ได้ทันในยุคพี่แจ้ และวงนกแล และ หนำซ้ำ เมื่อเติบโตขึ้น อายุของคุณ ก้อยังไม่แก่เกินที่จะฟัง D2B 3.คุณได้เห็นคาราบาวได้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคเฟื่องฟู ยุคเสื่อมถอย 4.คุณมีโอกาส ได้เห็น ก๊อต จักรพรรณ์ อาบครบุรี ยังร้องเพลงสตริงวัยรุ่น 5.คุณเกิดมาทันพอดี ในยุคที่รองเท้า ถุงเท้านักเรียน ใช้แลกซื้อของเล่นหลอกเด็กได้ 6.คุณโชคดีที่เกิดมาทันในยุคที่เมืองไทยมีดาราเด็กชื่อ ตูมตาม เพราะสามารถนำความน่ารักมาเปรียบกับน้องพลับ ได้ 7.คุณโตมาพร้อมกับ โงกุน ดราก้อนบอล และคงไม่มีไคร ไม่รู้จัก พลังคลื่นเต่า(ขี้เต่า)แน่ๆ 8.สุดยอดแห่งการ์ตูนตอนนั้น เซ็นเซย่า เจ็ทแมน เกียบัน ชาลีบัน ซึบาสะ ไอ้มดแดง อุลตร้าแมน เซเลอร์มูน รันมา มันก็มาเข้าฉานตอนเราอยู่ อนุบาล หรือ ประถม แล้ว พอ มัทธยมมันก้อ คอยๆหายไป 9.คุณเกิดมาทันเกมกด วีดีโอเกม คอนทร้า มาริโอ แต่คุณก้อไม่แก่เกินไปที่จะเล่น เกมเพล์ และ ทามาก๊อตจิ ขึ้นๆลงๆซ้าย ขวา เอบี ซีแลค สตาร์ท สูตร 30ตัวของ คอนท้รา คงจำกันได้นะ ส่วน มาริโอ ก็เก็บเห็ดอย่างเดียว 10. ในช่วงวัยรุ่น คุณโตมาพร้อมกับ อาร์ เอส และคุณ ยังได้เห็นตำนานร็อค หรั่ง หินเหล็กไฟ เสือ อิทธิ ไฮร็อค ล่มสลายไปต่อหน้าต่อหน้า หลังการเข้ามาของ เต๋า ทัช บอยสเก๊าท์ นั้นยุคทองของ RS จิงๆแต่สมัยนี้ ห้ามเอาของRS เข้าบ้าน มันไม่แนว 11.หนังไทยก้อทำตามวัยนะ มีทั้ง น้ำเต้าหู้กับครูระเบียบ กระโปรงบานขาสั้น โลกทั้งใบให้นายคนเดียว เด็กเสเพล พอโตมาหน่อยก็มีหนังอย่าง โอเนกาทีฟ จักรยานสีแดง แล้วที่ทำมาถูกไจโจ๋ยุคนี้จริงๆ แฟนฉัน 12.คุณได้ซึมซับอารม บรรยากาศ การเข้าฉายหนังครั้งแรก ของสุดยอดหนังหน้าตื่นตาตื่นไจ เช่น Terminater2,Jurasic park ,Speed เร็วกว่านรก 13.ในสมัยนั้น ไม่มีอะไร ฮิตเท่า School (สกอลล์) ใส่กันทั่วบ้านทั่วเมือง 14.คุณเกิดมาทันดู ลิเวอร์พูล ยุคล่าอนานิคม ยุค 80 และตกเป็นเมืองขึ้นยุค 90ถึงปัจจุบัน 15.ตอนมัทธยม ต้องเล่น บาสเก็ตบอล สมัยนั้นมี ชิคาโก้บูล ร็อตแมน โอนีล และการ์ตูน สแลมดังค์ คุณไม่ได้บ้าเพราะอยากโชว์สาว 16.สมัยนั้นมีหมากฝรั่งบุหรี่ด้วย และก้อ หมากฝรั่งนกแก้ว(หมากฝรั่งขี้นก)(หวานมากๆๆๆ) 17.มีเรียนพระพุทธศาสนา ทุกวันอาทิตย์ด้วย 18.คุณได้มีโอกาสดู ดาวพระศุกร์ สายโลหิต ในเวอร์ชั่น กบ สุวนันท์ กับ ศรราม 19.คุณได้ดูเจ้าขุนทอง เมื่อ10ปีที่แล้วมันเป็นไง ปัจจุบันก็เหมือนเดิม ไม่แก่ขึ้นเลยอ่ะ น่าแปลกเน๊อะ 20.คุณได้เห็นสมัยที่ฟุตบอลไทยเป็น DREAM TEAM จนปัจจุบันก้อ ฝันค้าง ฝันเท่าไหร่ก็ไม่ได้ไปบอลโลก 21.ยังจำความบันเทิงสมัยดู 3หนุ่ม 3มุม กบ แท่ง มอส กันได้ใช่มั้ยล่ะ 22.อุปกรณ์สื่อสาร ต้องนี้เลย Paclink 1145 ใช้ส่งข้อความเป็นอะไรที่ฮิตมาก 23.เราทันยุคเฟื่องฟูสุดขีดของ วงไมโคร และพี่หนุ่ย อำพล ลำพูน ยังตะโกนว่า “ขอมือขวาหน่อยคร๊าบบบ” 24........................................................... 25.แผ่นCD ยังราคา 250 บาท ทั้งแกรมมี่ และ RS 26.เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ฉายแล้ว ฉายอีก ไม่รู้ทำไม เจ้าพ่อมันออกลูกดกเหลือเกิน ดนตรีเปิดตัวก้อเพลงเดิม ท่าเดินก้อท่าเดิม เทห์จัง 27.หนังจีนมักจะเล่นไพ่ มีเทคนิกการโกงเยอะ พระเอก ตอนแรกจะโง่ก่อน พอตอนหลัง จะเป็นเซียน 28หนังจีนทุกเรื่องต้องมีประโยคนี้ ใครฆ่าท่านพ่อ ท่านแม่ / แก้แค้น10ปีก็ไม่หาย / บุญคุณต้องทดแทนแค้นต้องชำละ / ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ / ข้าน้อยสมควรตาย / ก่อนตาย จะต้องร้อง โอ้ว (หายไจไม่ออก) และยังยืดเยื้อไปได้อีกหลายซีน 29.ทำบัตรประชาชน ต้องได้ใบเหลือง อีก3เดือนมารับ และที่สำคัญ รูปที่บัตร ใช้รูปตรูหรอว่ะ 30.สมัยนั้นไม่มีหรอกรายการ ถึงลูกถึงคน มีแต่ รายการ ฝันที่เป็นจริง รายการ มาตามนัด 31.ถ้าพูดถึงนักมวยต้อง เขาทราย แกแลคซี่ ดูทีไรชนะน๊อคทุกที 32.เราอ่ะ ได้ดูมังกรหยก ทุกภาค ทุกเวอร์ชั่นทั้งจอแก้ว และ จอเงิน ด้วย 33.เราได้กินไอติมแท่งตราจรวดแถวบ้าน และมีไอติม ถั่วดำเผือก ตราหมีแพนด้าด้วย มีไอติมแบบตัดด้วย 34.เราได้เรียนกับ มานี มานะ ปิติ ชูใจ วีระ เพชร จันทร์ เจ้าแก่ สีเทา ด้วยล่ะ 35.เราได้ดูอิคคิวซังตั้งแต่เด็กจนโต ใช้หมอง นั่งมาทิ 36.เราทันได้อ่าน ศรีธนญชัยกับความเจ้าเลห์ ของเขา 37.เราดูหนังจักรๆวงค์ๆ ทั้งช่อง 3 และ 7 ขวานฟ้าหน้าดำ สังข์ทอง 38.เราได้ดู ขวัญเรียม บ้านทรายทอง แหวนทองเหลือง ผยอง ปริศนา คู่กรรม 39.เราเล่นเกมบอย ตั้งแต่เวอร์ชั่นแรก จนปัจจุบัน อันเล็กกระจิ๋วเดียว 6/20/2006 50 ข้อของความรัก . .1. ความรักคือ โชคอย่างหนึ่งเพราะใช่ว่าทุกคนจะมีได้ 2. ความรักเป็นได้ทั้งมือเเละผ้าพันเเผลเวลาเสียใจ 3. ความรักคือ สิ่งเติมเต็มให้ชิวิตไม่รู้สึกขาดอะไรไปอย่างนึง 4. ความรักคือ ความหวัง กำลังใจ เเละศรัทธาในกันเเละกัน 5. ความรัก มีความลับอยู่อย่างหนึ่งว่าไม่ได้รักในสิ่งที่ทำให้เรามี ความสุขเเต่มีความสุขใน สิ่งที่เรารักต่างหาก 6. ความรักคือ ศิลปะ ที่คนมีรักเท่านั้นที่จะเข้าใจเเละเห็นคุณค่า 7. ความรักคือ โอกาส ที่เราจะได้พิสูจน์จิตวิญญาณของตัวเอง 8. ความรักคือ สิ่งที่ทำให้คนฉลาดกลายเป็นคนโง่ ทำให้คนโง่กลาย เป็นคนฉลาด 9. ความรัก เมื่อสูญเสียไปเเล้วก็ยังดีกว่าไม่เคยรัก 10. ความรัก มิได้เป็นการก้าวนำหรือก้าวตามเเต่เป็นการก้าวไป พร้อมๆกัน 11. ความรักทำให้คนเราเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์เดิมๆของชีวิต 12. ความรักทำให้จดจำคืนพิเศษคืนเดียวไปตลอดชีวิตเพราะทุกคืนที่ ไร้ความรักก็มิอาจเทียบเท่าได้กับคืนนี้เพียงคืนเดียว 13. ความรักคือการยอมเป็นน้ำเย็นในขณะที่อีกฝ่ายร้อนเป็นไฟ 14. ความรักที่มีมาเป็นปีๆก็สามารถพังทลายลงได้เพียงเสี้ยววินาที 15. ความรักจะยาวนานหรือจะเเสนสั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิธีที่รัก 16. ความรักกว่าจะพบเจอได้นั้นเเสนยากอย่าให้มันจบสิ้นเพียววัน เดียว 17. ความรักสามารถเกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลาเหมือนถ่านไฟเก่าที่ กำลังคุโชน 18. ความรักต่อให้บอกกันทุกวันว่ารักก็ไม่มีคำว่ามากเกินไปหรอก เเต่ความเกลียดสิบอกกันครั้งเดียวก็คงไม่อยากได้ยินอีกต่อไป 19. ความรักถ้าไม่รักเเล้วต่อให้พูดมากเท่าใดก็ไม่สามารถรักกันได้ 20. ความรักสามารถให้อภัยกันได้เสมอโดยไม่มีเงื่อยไขว่ากี่ครั้ง 21. ความรักรักได้เเต่อย่าหลงเพราะถ้าหลงเวลาเลิกเเล้วจะเจ็บปวด 22. ความรักอยู่เหนือคำทำนายเเละจะไม่มีวันเป็นไปตามคำพยากรณ์ ได้ 23. ความรักคือสิ่งแปลกใหม่ที่จะทำให้มุมมองของคุณเปลี่ยนไปจาก เดิม 24. ความรักทำให้คุณอยู่นิ่งๆเงียบๆได้นานกว่าเดิม 25. ความรักคือสิ่งที่ทำให้เกิดประกายไฟในหัวใจ 26. ความรักคือการเริ่มคิดเป้าหมายเเห่งชีวิต 27. ความรักคือการร่วมฝัน ร่วมปันใจเเละก้าวไปในชีวิต 28. ความรักคือการอยู่เคียงข้างกันเสมอไม่ว่าอีกฝ่ายจะตกต่ำเพียงใด 29. ความรักไม่ว่าจะเป็นเเบบไหนยังไงมันก็ต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 30. ความรักเป็นนามธรรมที่มองไม่เห็นเเต่สัมผัสไได้ด้วยหัวใจ 31. ความรักทำให้วันเลวร้ายไม่เป็นวันเลวร้ายที่สุด 32. ความรักทำให้วันที่เเสนเศร้ากลายเป็นวันที่สุขที่สุดได้ 33. ความรักเป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่สามารถจะหาได้ง่ายตามท้องถนน 34. ความรักทำให้อะไรดีงามได้เสมอ 35. ความรักที่รีบร้อนมักจะพบกับจุดสิ้นสุดได้รวดเร็วเสมอ 36. ความรักคือสิ่งที่เเม้จะทำความเจ็บปวดให้เเต่ก็ไม่มีใครที่กลัวหรือ เกลียดชัง ความรัก 37. ความรักไม่ได้จบลงเเค่การเเต่งงานหรือมีSEXเท่านั้น 38. ความรักคือสิ่งที่คุณจะพบได้เองโดยมิต้องเเสวงหา 39. ความรักคือสิ่งที่ยืนยาวกว่าชีวิตคนคนนึง 40. ความรักส่วนมากมักจะเติบโตมาจากความเป็นเพื่อนเเละมักจะยืน ยาวเสมอ 41. ความรักในยามเเรกรักคือช่วงเวลาของรักที่หวานหอมมากที่สุด 42. ความรักครั้งเเรกเเละครั้งสุดท้ายมักจะเป็นรักในตนเอง 43. ความรักทำให้คนกลายเป็นกวี 44. ความรักไม่ใช่การมองตากันเเต่เป็นการมองไปในทิศทางเดียวกัน 45. ความรักไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ไม่มีคำว่าสายไป 46. ความรักคือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตคุณ 47. ความรักทำให้ทุกอย่างสว่างเเละสดใส 48. ความรักคือการพึงพอใจในสิ่งที่รัก 49. ความรักจะมีคุณค่าได้ต่อเมื่อคนที่รักต้องให้เกียรติ์ซึ้งกันเเละกัน 50. ความรักบางทีก็เป็นสะพานทอดไปสู่การเเต่งงาน 6/18/2006 Give me five . .104.5 แฟตเรดิโอ presents Lek chin sod Give me five By UNION MALL Escape from Ordinary 30 มิถุนายนนี้ @ union mall ลาดพร้าว ซอย 1 ลงทะเบียน 18.00 น. SHOW 19.00 น. เล็กชิ้นสด...GIVE#1 การให้...ครั้งพิเศษ กำลังจะเติบโตขึ้นเร็วๆนี้ กับ คอนเสิรต์จากเหล่าศิลปิน... ที่อาจมีกำลังทรัพย์ไม่มากนัก หากแต่เพียงร่ำรวยกำลังใจ ที่ชาว FAT ชื่นชอบมาร่วมบรรเลงบทเพลงพิเศษ ที่ทำเพื่อ Project Give#1 โดยเฉพาะ และอีกหลากหลายเพลงฮิตติดใจชาว FAT ที่จะขนมาร้องให้ฟังกันเพียบ อาทิ Day tripper , ญารินดา , Futon , Scrubb , อพาร์ตเมนต์คุณป้า , พีท Peacemaker , เล็ก สุรชัย กิจเกษมสิน , Playground Lek chin sod Give me five Concert ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของเหล่าศิลปินที่รวยน้ำใจ อยากแบ่งปันสิ่งเล็กๆน้อยๆให้กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ในบรรยากาศแบบเป็นกันเอง กับศิลปินที่มีแนวคิดอิสระมีแนวทางเป็นของตัวเอง และดนตรีก็พาพวกเขามาเจอกัน และหวังว่าทุกคนที่มีใจรักเสียงดนตรีจะเห็นด้วยกับการส่งต่อความรู้สึกดีๆ ผ่านการให้ครั้งนี้ สำหรับแฟนเพลงที่ชื่นชอบในผลงานของพวกเค้า ในบรรยากาศและโปรดักชั่นที่ศิลปินมีส่วนร่วมมากที่สุด พร้อมแขกรับเชิญพิเศษที่พวกเขาเลือก Give#1 Profile ความเดิมเริ่มจาก 14 ศิลปินดนตรีที่เกิดเห็นพ้องต้องกันอยากทำอะไรดีดี ร่วมกันดูสักตั้ง ( แม้ภาวะเศรษฐกิจจะไม่อำนวย ) แต่พวกเขาจำแม่นว่า ครั้งนึงเคยรู้สึกดี เมื่อได้รับโอกาสในการทำงานดนตรีอย่างที่ตั้งใจ ครั้งนี้จึงไม่รีรอที่จะแบ่งให้ใครๆรู้สึกดีเช่นกัน เมื่อเพื่อน 1 คนตั้งใจชวนเพื่อนอีก 1 คน...2คน...3คน จนกลายเป็นหลายคน ทำงานเพลง 1 อัลบั้มแบบไม่มีนายทุน ( หมายความว่าควักกระเป๋าตัวเอง ) ขายได้เงินเมื่อไหร่ก็จะนำไปให้ น้องๆ100กว่าคน ที่อยู่ในความดูแลของครูน้อย ซึ่งแต่ละเดือนมีภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู กว่า 100,000 บาท ดนตรีพาให้พวกเขาเจอกัน เป็นเพื่อนกัน ดนตรีคือสิ่งที่พวกเขาทำได้อย่างเต็มใจ เต็มกำลัง และเสียงดนตรีทุกเพลงในงานนี้ ตอบคำถามลุ้นบัตรเข้างาน Lek chin sod Give me five ได้ที่หลังไมค์ TEL. 02-6415394 พร้อมร่วมทำบุญมอบรายได้ให้กับ สถานเลี้ยงเด็กยากจน บ้านครูน้อย บริเวณกล่องรังบริจาคหน้างาน 6/4/2006 T-SHIRT 2 . .จบลงแล้วกับงาน T-SHIRT FESTIVAL # 2 บรรยากาศปีนี้ถือว่าคึกคักก
ว่าปีก่อนมากเลยอ่ะ คนเนี่ยโครตตตเยอะ เดินกันแทบไม่ได้...เออ ไปถึงทศ
ภาคก้อบ่าย2โมงได้ ไปกาน4คน อาม ป๋อง ต้อย และกู ..จากที่นัดกันตอนแรก
ปะมาน10กว่าคนได้ พอมาถึงวันจิงๆหายหัวกันไปโม้ดดด ด บ้างก้อติดต่อไม่
ได้ บ้างก้อหายตัว บ้างก้อนอนไม่ตื่น บ้างก้อขี้เกียจ เอาเข้าไปเพื่อนกู...
แม่งงานนี้นั่งยาวจิงๆ ลุกทีก้อกลัวคนอื่นจะมาเสียบที่นั่ง ไปไหนต้องแบ่งกันไป เหลือก้อนั่งเฝ้าเจ้าที่ เอิ๊กกๆ
ออกไปดูเสื้อมีทีมงานมาถ่ายรูปกู เอ๋อไปสักพัก ถามชื่อกูแล้วถามว่ากูซื้อเสื้อมาจากไหน ชอบเสื้อแบบนี้เพราะไร
เออ กูก้อลืมถามว่าเค้าจะเอาไปลงไร เวงจิงๆ
นั่งๆอยุ่เริ่มเบื่อที่เดิม เลยเดินไปแถวหลังสตาฟ หืมมนะมาถูกที่ เจอเพ่ๆกูเยอะเลย แหม๊รู้งี้มานี่แต่แรกก้อดี
เจอเพ่โต้ง เพ่ป๊อด เหอๆยืนแดกเบียกันอยู่ เข้าไปคุยกลับยื่นเบียมาให้กูซะงั้น เหอๆรู้ใจกูจิงๆ
แอบเนียนๆ เอิ๊กก คุยกานได้สักพักเพ่ๆก้อขอตัวเตรียมขึ้นโชว์ สักพักเจอเพ่ตุลย์ เจอเพ่เมื่อย เพ่บอล ก้อยืนโยกๆกัน
รอดูเพ่ตุลย์ขึ้นโชว์ ..เสดละก้อออกมาจากลับบ้านตอน4ทุ่มกว่าได้ แต่มันไม่ง่ายคือตรงหารถกลับ
แม่งคนดักรถเยอะชิ้บหายย เฮ้อออปีหน้าปรับแผน ๆ หุหุ
** ดูรูปที่อัลบั้มละกาน . . 5/30/2006 เราควรจะรักกันแบบไหน? . .“ความรัก” ของหลายคน อาจไม่อ่อนหวาน แต่ทุกคน(ส่วนใหญ่) อาจจะมี “ความรัก” ที่อ่อนไหว จะมีใครบ้างที่ไม่เคยอมยิ้มคนเดียวเพราะ "ความรัก" และจะไม่มีใครบ้างที่ “ความรัก” ไม่เคยทำให้ร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว หลายคนจึงบอกว่า “ความรัก” เป็นเหมือน “ทะเล” มีเวลาที่นิ่งสงบ มีเวลาที่มีคลื่นลม มีเวลาที่สวยงาม และมีเวลาที่น่ากลัว แต่ถึงอย่างไร ใครต่อใครก็ยังอยากจะไปทะเล เช่นกันไม่ว่าจะอย่างไร ใครต่อใครก็ยังอยากจะมีความรัก แม้ว่ารักนั้นจะเป็นรักข้างเดียว แม้รักนั้นจะทำให้ทุกข์ทรมานสักเพียงใด แม้รักจะทำให้หลับไปทั้งน้ำตาของความเสียใจก็ตาม แล้วจะรักแบบไหน? ให้พอดีในความอ่อนไหว ไม่จืดชืดเย็นชาจนน่าเบื่อ ขณะเดียวกันก็มีความมั่นคงในใจ คำตอบที่มีให้ คือให้ รั ก กั น แ บ บ ทะ เ ล โดย ห่วงใยกัน ให้มากเท่าๆ กับเม็ดทราย ให้อภัยกัน ให้ได้ . . . เหมือนที่ทะเลไม่เคยโกรธเกลียวคลื่น . . . ไม่ว่าคลื่นจะโหมกระหน่ำรุนแรงแค่ไหน ในบางครั้งที่ต้องห่างไกล หัวใจก็ต้องคงมั่นได้เหมือนโขดหิน . . . ไม่เปลี่ยนใจง่าย ไม่อ่อนไหวไปรักคนอื่น ให้ความอิสระ เหมือนอย่างนกทะเลต้องการจากท้องฟ้า . . . อย่ากักขังคนรักไม่ให้คบเพื่อน ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น ความผูกพันไม่ใช่คุก ถึงจะคบกันแล้วก็ไม่ได้หมายความว่า . . .ต้องสบตาฉันคนเดียวเท่านั้น และไม่ทำตัวเป็นเจ้าของหรือออกกฏหมายบังคับอีกคน . . . เพราะทะเลก็ยังไม่เคยครอบครองปลา แล้ว “ความรัก” ที่แม้จะดูอ่อนไหวและแปรปรวน ก็จะเป็น “ความรัก” ที่มีอยู่นาน เช่นเดียวกับที่ทะเลมีอยู่บนโลกนี้ 5/24/2006 The Workings Of The Soul . .
Working of the Soul อัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรก จากจิตวิญญาณของ ณัฐพล ศรีจอมขวัญ หรือ “ก้อ Groove Riders” มือเบสมือฉมังคนหนึ่งของวงการเพลงไทยได้โลด แล่นทำงานเพลงอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ผลงานที่ผ่านมา รับประกันฝีมือของ เขาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการรับผิดชอบเป็นโปรดิวเซอร์ให้วงชั้นนำอย่าง P.O.P., Groove Riders,,โซฟา, Venus Butterfly หรือการที่เป็น Guest Musician ให้ Moderndog ในการแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุด และถึงวันนี้ เขาก็ได้มีโอกาสทำงานเดี่ยวออกมาเป็นชุดแรก ในชื่อ Working of the Soul ซึ่งเจ้าตัวรับผิดชอบด้านดนตรีทั้งหมด โดยได้เพื่อนนักดนตรีฝีมือดี อย่างมาตรชัย มะกรูดทอง,อดิศักดิ์ หัตถกุลโกวิท เพื่อนร่วมวง Groove Riders มาช่วยในตำแหน่งกลองและกีตาร์ ด้านเนื้อร้อง ก้อเป็นคนแต่งเองเกือบทุกเพลง และมีนักแต่งเพลงแนวหน้าอย่าง บอย โกสิยพงษ์,โตน Sofa และ ตรัย ภูมิรัตน มาช่วยขัดเกลาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และก่อนที่จะออกมาเป็นอัลบั้ม ยังได้ส่งไปมิกซ์ และมาสเตอร์ถึงอเมริกาอีกด้วย เพื่อให้คุณภาพเสียงดีที่สุด เป็นการทำงานที่สื่อถึงจิตวิญญาณของคนทำ เป็นการบอกถึงความรู้สึกขณะที่ทำออกมา ด้วยเสียงเพลง และอัลบั้มนี้จะมีเพลงหลายแนว เพราะไม่ได้จำกัดแนวทางดนตรีเอาไว้ เป็นกรอบชัดเจน และเป็นทำเพลงในแบบที่ต้องการจริงๆ ในอัลบั้มอาจจะได้ยินเพลง ตั้งแต่สไตล์ป๊อบสบายๆ ไปจนถึง Soul หรือ Jazz
*โดนจายกูเจงๆกะอัลบั้มนี้ของเพ่ก้อ ชอบที่มีความเป็นป็อป ผสมกับแนวเพลงโซลในยุค 70's .. ฟังเพลง เฝ้ารอ เฝ้าคอย แล้วมันชิลเด้น ๆ ย้อนยุค สบายๆ ..คัยที่ยางมะได้ฟัง ไปซื้อเลยๆ อุดหนุนเพ่เค้าหน่อยเร๊ววว... รัก - การคาดหวัง . ."รัก" ไม่มีคำว่าเศร้า ทุกข์ ขมขื่น หรืออะไรที่ทำให้รู้สึกไม่ดี.. "รัก" มีแต่สิ่งดีๆให้กันและกัน สิ่งไม่ดีที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจาก"รัก"แต่เกิดจากการคาดหวัง ที่แต่ละคนคิดว่าหากรักกันแล้ว ต้องทำให้ได้ทุกอย่าง ในความเป็นจริงแล้วใช่อย่างนั้นหรือ ..การคาดหวังเกิดขึ้นได้กับทุกคน แล้วจะเกิดอะไขึ้นเมื่อสิ่งที่คาดหวังของคนสองคนไม่ตรงกัน... คุณคงนึกภาพออก.. แล้วยิ่งถ้าคุณทำอะไรให้กับคนที่คุณรักแล้วแต่ไม่ตรงกับคนที่รักคุณ คาดไว้สิ่งนั้นก็หมดความหมาย... คนทำก็หมดกำลังใจ ทำตั้งเยอะไม่ได้อะไร ตอบแทนเลย จึงกลายเป็นการเรียกร้องเกิดขึ้น เมื่อคุณเป็นฝ่ายให้แล้วทำไมอีกฝ่ายไม่เป็นฝ่ายให้บ้าง โดยคุณอาจลืมไปว่าอีกฝ่ายก็ได้ให้คุณเหมือนกัน เพียงแต่สิ่งนั้นไม่ได้ตรงกับที่คุณคาดไว้ และมันไม่มีความหมายกับคุณเลย เมื่อคนสองคนคิดไม่ตรงกัน...ที่ต้องการจะเป็นฝ่ายรับ หรือเรียกร้องที่จะรับโดยบอกให้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายให้.. ความทุกข์ต่างๆก็จะตามมา "รัก" ไม่ต้องคาดหวัง..ทำให้เมื่ออยากทำ..ไม่ต้องรอสิ่งตอบแทน และรับในสิ่งที่อีกฝ่ายให้เมื่อเขาอยากให้..ไม่ต้องเรียกร้อง เป็นตัวของตัวเองในบางครั้ง..โอนอ่อนในบางที..สิ่งดีๆก็จะเกิดขึ้น "รัก"ก็จะปรากฏ 5/2/2006 T-Shirt Festival #2![]()
4/20/2006 "ความรัก" กับ "ผีเสื้อ"ความรักนั้น มันก็เหมือนกับ "ผีเสื้อ" ยิ่งคุณวิ่งเข้าหามันเท่าไหร่ มันก็จะห่างคุณออกไปเท่านั้น แต่ถ้าคุณปล่อยมันไป มันจะเข้ามาหาคุณเองแหล่ะ . . . ถ้าคุณไม่คาดหวังกับมันมาก ความรักสามารถทำให้คุณมีความสุข แต่มักจะทำให้คุณเจ็บปวด แต่ความรักจะเป็นสิ่งที่พิเศษ ถ้าคุณได้ให้มันกับใครสักคนที่คู่ควร สำหรับ ใครที่ "ไม่ใคร่โสด" เค้าบอกว่า... ความรักไม่ไช่ การเป็นคนดีพร้อม สมบูรณ์ ของใคร แต่รักคือการหาใครสักคนที่ช่วยให้คุณเป็นคนดีที่สุดเท่าที่คุณดีได้ สำหรับ ใครที่เป็น "คนเจ้าชู้" อย่าพูดคำว่า "รัก" เลย ถ้าคุณไม่ได้ใส่ใจกับความหมายนั้น อย่าพูดถึงความรู้สึก ถ้ายังไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับชีวิตเค้าเลย ถ้าคุณจะทำให้เค้าเสียใจ อย่าไปมองลึกถึงดวงตา ถ้าทุกคำพูดของคุณล้วนโกหกทั้งเพ สำหรับ ใครที่ "อกหัก" การอกหัก มันยืนยาวตราบเท่าที่คุณต้องการให้มันอยู่กับคุณ และบาดความรู้สึกคุณได้เจ็บลึกเท่าที่คุณยอมให้บาด ที่สำคัญก็คือว่ามันไม่ใช่จะพ้นจากสภาวะอกหักได้ แต่มันอยู่ที่ว่า. .. เราเรียนรู้จากมัน ได้แค่ไหน ต่างหาก . . . สำหรับ ใคร ๆ ที่ "ไร้เดียงสาในรัก" จะรักได้อย่างไร : รักแต่อย่าลุ่มหลง คงเส้นคงวาแต่ไม่ดื้อรั้น แบ่งปัน และ ไม่เอาเปรียบพยายามเข้าใจกันและกัน มากกว่าที่จะเรียกร้อง หากต้องเจ็บ ก็เจ็บ แต่อย่าเอาความเจ็บนั้น ติดตัวเสมอไป สำหรับ ใครที่ "มีคนหลงรักอยู่" เค้าบอกว่า . . . มันเจ็บปวดที่เห็นคนที่เรารัก มีความสุขกับคนอื่น แต่มันจะเจ็บปวดยิ่งกว่าถ้าคนที่เรารัก ไม่มีความสุขเมื่ออยู่กับเรา สำหรับ ใครที่ "กลัวต่อการสารภาพรัก" ความรักมันเจ็บปวด ถ้าคุณต้องไปบอกเลิกกับใครสักคน แต่มันจะเจ็บยิ่งกว่า ถ้ามีคนมาบอกเลิกกับคุณ แต่มันจะเจ็บที่สุด หากคนที่คุณรัก ไม่เคยได้รู้เลยว่า "คุณรักเค้า" สำหรับ ใคร ๆ ที่ยัง "คบๆ กันอยู่" เค้าบอกว่า . . . สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต ก็คือ การที่เราพบ และ รักใครสักคน จนสุดท้าย พบว่ามันไม่ใช่ และคุณเสียเวลาไปเป็นปีๆ ให้กับคนที่คนที่ไม่คู่ควร ถ้าเค้าคนนั้นของคุณ ไม่ใช่คนที่ใช่เลยของคุณตอนนี้ แล้วล่ะก็ จะมาเสียเวลา เป็นปีๆ กับเค้าทำไม ปล่อยไปเถิด . . . |
|
|